สำนักทนายสายด่วน l Facebook
   
การแตกหน่วยภาษีโดยตั้งคณะบุคคล
   

การตั้งคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นหลักการพื้นฐานที่สุด และได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในหมู่ผู้เสียภาษีที่มีอันจะกินทั้งหลาย เพราะมีรายได้แยะ จึงต้องการลดฐานภาษี มิให้ก้าวล่วงเข้าสู่ช่วงเงินได้ที่สูงๆ

ตาม มาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ( ปพพ.) “ อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน คือ สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อ กระทำกิจการร่วมกัน ด้วยวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แก่กิจการที่ทำนั้น ”

มาตรา 1013 แห่ง ปพพ. ได้แบ่งประเภทของห้างหุ้นส่วนออกเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ( ต้องจดทะเบียนต่อกระทรวงพาณิชย์)

สำหรับ คณะบุคคล ( การร่วมกันทำกิจการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์แบ่งเป็นผลกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่กระทำร่วม กันดังกล่าว) นั้นไม่มีสถานภาพบุคคลตาม ปพพ. แต่ในบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร ถือให้เป็นหน่วยภาษีที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ ตัวอย่าง เช่น

นาย ก. และ นาย ข. ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกัน และร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินเพื่อขาย ต่อมาได้ยื่นคำร้องต่อกรมที่ดิน เพื่อขอแยกโฉนดเป็นแปลงย่อย 12 แปลง โดยแบ่งกันถือครองคนละ 6 แปลง สำหรับการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น บุคคลใดมีชื่อถือครองกรรม สิทธิ์ ก็จะเป็นผู้โอนแก่ลูกค้า กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า กรณีนี้ถือเป็นการประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญ ไม่จดทะเบียน การยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 จะต้องกระทำในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ สำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งกรมที่ดินได้รับชำระไว้ในนามบุคคลธรรมดาแต่ละคนยอมให้นำมาถือ เป็นเครดิตภาษีของห้างหุ้นส่วนได้ ( หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/1287 ลงวันที่ 23 มกราคม 2539)

๐ การฝากเงินโดยใช้ชื่อบัญชีเงินฝากว่า “ นาย ก. หรือ นาย ข. ” เข้าลักษณะเป็น คณะบุคคล ที่มิใช่นิติบุคคล กรณีจึงต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ในนามของคณะบุคคล (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/7229 ลงวันที่ 18 เมษายน 2534)

ข้อดีของการจัดตั้งหน่วยภาษี แบบคณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ มีชัดเจน 2 ประการ คือ

(1) เป็นการแตกหน่วยภาษี เพื่อลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของบ้านเราเป็นอัตราก้าวหน้า 10% - 37% กล่าวคือ เงินได้ของบุคคลใดยิ่งสูง ก็จะยิ่งถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเหมือนขั้นบันได

(2) ส่วนแบ่งกำไร ที่ได้รับจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งได้มีการชำระภาษีเงินได้มาแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วน ไม่ต้องนำมาเสียภาษี เงินได้ซ้ำซ้อนอีก (มาตรา 42 (14) แห่งประมวลรัษฎากร)

ตัวอย่าง 1 ‘ โก๊ะตี๋ ’ ทารกแคระ (แฮ่ ๆ อายุเลยวัยเบญจเพส + เกณฑ์ทหารแล้วด้วย แต่ยังแสดงเป็นเด็กอย่างน่าอิจฉา!) มีรายได้จากการเดินสายโชว์เดี่ยวตามคอฟฟี่ช้อปต่าง ๆ ประมาณ 200,000 บาท ต่อเดือน ( สมมติ) หรือ ปีละ 2.4 ล้านบาทต่อปี ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (8) ประเภทนักแสดงสาธารณะ (ซึ่งหักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้ร้อยละ 60 ส่วนเกิน 300,000 บาท หักได้อีกร้อยละ 40 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท) เป็นเงินภาษีต่อปีประมาณ 371,000 บาท

ในงานฉลองตรุษจีนปี 2550 ที่เยาวราช (สมมติว่า) ‘ โก๊ะตี๋ + เอ็ดดี้ ผีน่ารัก ’ ( สมมติว่าทั้งคู่ยังดูดดื่มกันอยู่) ได้ร่วมกันตั้งคณะบุคคล เพื่อรับงานแสดง 3 คืน 1 ล้านบาทถ้วน กรณีเช่นนี้ หากนำเงินได้ไปรวมกับฐานรายได้เดิมของโก๊ะตี๋ เงินได้ก้อนใหม่ 1 ล้านบาทนี้ ก็จะต้องถูกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถึง 30% เป็นเงิน 300,000 บาท แต่การแยกเงินได้ออกมารับงานในนามคณะบุคคล การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของหน่วยภาษีใหม่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยคำนวณตามสูตร

เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน

กรณีจึงเสียภาษีในนามคณะบุคคลเพียง 38,000 บาท ประหยัดภาษีลงได้ = 300,000 - 38,000 บาท เป็นเงิน 262,000 บาท ทีเดียว !

ตัวอย่าง 2 ‘ กรกฎ ’ พระเอกหนุ่ม (ใหญ่) ในภาพยนตร์โทรทัศน์ ‘ ละอองดาว ’ ได้นั่งฟังตัวอย่างการประหยัดภาษีของโก๊ะตี๋ เกิดติดอกติดใจ อยากจะประหยัดภาษีเงินได้ของตนเช่นกัน เพราะรายได้ของตัวเองก็ป๊อปปูล่าร์ไม่แพ้ใครในสยามประเทศ อาทิเช่น นายแบบโฆษณา นักร้อง นักแสดง และพรีเซ็นเตอร์สินค้าหลายยี่ห้อ ฯลฯ

ครั้น ‘ กรกฎ ’ จะหันไปจัดตั้งคณะบุคคลร่วมกับนางเอกดังๆ ก็เกรงจะตกเป็นข่าว อย่ากระนั้นเลย จึงหันไปคว้าเอาชื่อลูกสาววัย 3 ขวบ ของพี่สาวนาม ‘ แองเจิล ’ มาร่วมตั้ง คณะบุคคล ‘ กรกฎ - แองเจิล เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ ’ เพื่อแตกฐานรายได้ของตนลงมาดีกว่า

แฮ่ๆ กรณีของ ‘ กรกฎ ’ มีช่องโหว่ และพิรุธให้สรรพากรโจมตีได้แยะ เพราะไม่สมเหตุสมผลที่ทารกวัย 3 ขวบจะมาร่วมธุรกิจกันจริง จึงมองได้เป็น ‘ นิติกรรมอำพราง ’ เช่นเดียวกันกับกรณีการถ่ายโอนหุ้นแก่คนขับรถและคนรับใช้ของใครบางคนนั่นแหละ!

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ ในโลกของความเป็นจริงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ง่ายดายดังเช่นบทแสดงในโลกมายา ดอกนะ ”

กฎที่ 7 เลือกวิธีเสียภาษี ณ ที่จ่าย เป็น Final tax

หลักการพื้นฐานอย่างหนึ่งของการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็คือ เรื่องของประเภทเงินได้ที่กฎหมายเปิดช่องให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกแยกคำนวณต่างหากจากเงินได้ประเภทอื่นๆ อันได้แก่ ( 1) ภริยานำเงินเดือน (มาตรา 40 (1)) ของตนแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ต่างหากจากสามี ( 2) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ซึ่งผู้เสียภาษีเลือกวิธีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ( 3) เงินปันผล (มาตรา 40 (4) ( ข)) ซึ่งเลือกวิธีเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ ( 4) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก / จากการให้โดยเสน่หา หรือที่ได้มาโดยมิได้มุ่งค้าหากำไร อาจเลือกวิธีถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เพียงไม่เกิน 20% ของเงินได้ ( 5) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันได้มาซึ่งได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามแบบและภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด

ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้นั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (พ.ร.ฏ. # 247 พ.ศ. 2534) ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 รวมกับเงินได้ประเภทอื่น ( 6) ผู้มีเงินได้ซึ่งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินส่วนแบ่งกำไรจากกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และยอมให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 10% ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ตอนปลายปี (7) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้หรือตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ( capital gain) ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ซึ่งผู้มีเงินได้เลือกเสียภาษีในอัตรา 15% โดยไม่ต้องนำมารวมกับเงินได้อื่นก็ได้ (8) เงินได้ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ผู้เสียภาษีอาจเลือกวิธีเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องนำมารวมในการยื่นแบบตอนปลายปี แต่ต้องแสดงรายการในใบแนบพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษี

ตัวอย่าง 3 ปี 2544 คณะบุคคล ‘ ขวัญ - เรียม ’ เปิดบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน วงเงิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.5% ( ถูกเป็นบ้า !) ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 15% ของยอดดอกเบี้ย 25,000 บาท = 3,750 บาท

สิ้นปี 2549 หากคณะบุคคล ดังกล่าวไม่มีเงินได้ประเภทอื่น กรณีก็จะไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 เพราะมีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด คือ 30,000 บาท (มาตรา 56)

หมายเหตุ Case นี้ทำท่าจะ happy ending แต่บังเอิญ กรมสรรพากรไม่ยอมรับคณะบุคคลระหว่างสามี + ภริยา กรณีจึงจบลงด้วยความเศร้า เคล้าน้ำตาคล้าย ดั่งละคร ‘ แผลเก่า ’ + เพลง ‘ แสนแสบ ’ เพราะต้องนำรายได้ดอกเบี้ยดังกล่าวไปรวมยื่นแบบในนามของเจ้าขวัญ (สามี) !

อย่างไรก็ตาม กรณีของคนรวยซึ่งมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น การตัดสินใจเลือกเสียภาษีวิธีใดให้พิจารณาว่าภาระภาษีจากการเลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ว่าจะสูงกว่า / ต่ำกว่า ภาระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเก็บคงที่ในอัตรา 15% ( ดูตาราง)

ทางเลือก ดอกเบี้ยรับ (บาท) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15% ภาษีจากการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 การตัดสินใจ

1. 50,000 7,500 - เลือกยื่น ภ.ง.ด. 90 ซึ่งมีสิทธิขอคืนภาษี ณ ที่จ่ายได้ทั้งหมด

2. 100,000 15,000 - เหมือนข้อ 1

3. 500,000 75,000 34,000 เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และได้คืนภาษี 41,000 บาท

4. 1 ล้านบาท 150,000 128,000 เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และได้คืนภาษี 22,000 บาท

5. 1.17 ล้านบาท 175,500 173,000 เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และได้คืนภาษี 2,500 บาท

6. 5 ล้านบาท 750,000 1,387,800 เลือกวิธีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์